Microsoft Intel 2 องค์กรที่ “อยู่เป็น”

ในโลกเทคโนโลยีที่อะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็ว องค์กรที่ไม่ปรับตัวก็เป็นอันต้องล้มหายตายจากกันไป อย่าง Nokia Motolora ที่ปรับตัวไม่ทันก็เป็นอันต้องหายไปจนปัจจุบันเหลือแต่ชื่อให้คนได้จดจำ แม้จะมีบริษัทอื่น ๆ ซื้อไป แต่ความเอกลักษณ์ของตัวเองก็หายไปจนหมดสิ้น ถือเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ และเตือนใจอยู่เสมอว่ายักษ์ใหญ่ในอดีตถ้าไม่ปรับตัวให้ทัน ผลจะเป็นอย่างไร

ในช่วงปีหลัง ๆ ที่ไมโครซอฟท์เปลี่ยนผู้นำคนใหม่เป็น Satya Nadella เราในฐานะผู้ใช้คงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ในตัวไมโครซอฟท์ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ภายใต้ผู้นำคนใหม่ “ว้าว” มากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไมโครซอฟท์กำลังร่วงลงเรื่อย ๆ เขากลับขึ้นมาได้ยังไง ?

ผู้นำคนใหม่อย่าง Satya Nadella ทำให้เราได้เห็นแนวคิดการทำสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน มันเชยไปแล้ว ภายใต้ผู้นำคนใหม่นิยม “เอาของเก่ามาพัฒนา” อย่าง Microsoft Surface Studio ถามว่าก่อนหน้านี้มีอะไรแนว ๆ นี้ไหม ? ก็มี iMac ของ Apple‎ ไงละ แต่ iMac ของ Apple‎ กลับถูกลดความสำคัญลง และไม่มีอะไรใหม่ ๆ มานานแล้ว แต่ไมโครซอฟท์เองได้เห็นโอกาศ และออก Microsoft Surface Studio มา สิ่งที่ทำให้ทุกคน “ว้าว” ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ PC หน้าตาธรรมดา ๆ ปรับเอนนอนได้ แต่เป็นเจ้าตัว Surface Dial ต่างหากละ เจ้าตัว Surface Dial เป็นตัวก้อนกลม ๆ ที่เมื่อแปะลงไปบนหน้าจอแล้วสามารถหมุนเลือกฟังก์ชั่นการทำงานได้ ซึ่งผมขอเรียกมันว่า “นวัตกรรม” เลยทีเดียว

แต่สิ่งที่ตามหลอกหลอนไมโครซอฟท์ และเป็นตราบาปเสมอมา นั่นก็คือ Windows Phone นั่นเอง แม้ Windows Phone จะไม่ประสบความสำเร็จจนแผนการยึดครองโลกสมาร์ทโฟนของไมโครซอฟท์เป็นแค่เรื่องฝันกลางวันเท่านั้น

ยึดไม่ได้ ก็สิงคนอื่นเอาเลยละกัน

ไมโครซอฟท์จึงหันมาพัฒนาซอฟแวร์ช่วยเขียนแอพพลิเคชั่นลงใน OS ในโลกสมาร์ทโฟนแทน ซึ่งจะเห็นได้ว่าไมโครซอฟท์พยายามพัฒนาเครื่องมือของตัวเองอย่างสุดความสามารถ ซึ่งในอนาคตจะทำให้ไมโครซอฟท์อยู่รอด แม้จะไม่ใหญ่ทำเมื่อก่อน แต่การทำซอฟแวร์ซัพพอต OS อื่น ๆ ที่ดัง ๆ ก็การันตีได้ว่าไมโครซอฟท์จะไม่หายไปจากตลาดแน่นอน ไม่เหมือนกับ Nokia Motolora ที่ไม่ยอมปรับตัว จนสุดท้ายต้องหายไปตลอดการ

อีก 1 บริษัทที่ผมยอมรับเรื่องการปรับตัวได้ดีมากที่สุดคือ Intel ในอดีต Intel เป็นยักต์ใหญ่ด้านการผลิต CPU เนื่องจากในสมัยก่อน Intel เป็นผู้คิดค้น CPU ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็น CPU ในตะกูล x86 ที่นิยมใช้งานคอมพิวเตอร์ PC โน็ตบุ๊ค มากที่สุด ในสมัยหนึ่งการมาของ CPU 64 บิต ต้องทำให้ Intel ต้องสะเทือน คู่แข่งอย่าง AMD ได้คิดค้นสถาปัตยกรรม AMD64 ขึ้นมา ซึ่งมีประสิทธิ์ภาพกว่าตะกูล x86 มาก สิ่งที่ Intel ทำไม่ใช่การพยายามผลัก x86 ของตัวเองไปข้างหน้าทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่มีวันชนะ แต่กลับเลือกผลิต CPU ที่เป็นสถาปัตยกรรม AMD64 ออกมาแข่ง และทำได้ดีกว่าผู้คิดค้นอย่าง AMD ซะอีก เหตุการครั้งนั้นจะเห็นได้ว่า Intel เป็นผู้ที่ปรับตัวได้ดีมาก ๆ

ในโลกของสมาทโฟนที่มีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ Intel เคยลงไปลองสนามด้วย CPU ตะกูล Atom และผลคือ ล้มเหลว ที่เป็นแบบนั้นคือ Intel ทำ CPU ให้กับเครื่อมคอมพิวเตอร์มาโดยตลอด การทำ CPU ให้คอมพิวเตอร์จะเน้นประสิทธิ์ภาพไม่เน้นประหยัดไฟ เพราะยังไงคอมพิวเตอร์ก็ต้องเสียบปลักอยู่ จะประหยัดไฟไปทำไมละ ? เมื่อ CPU ของ Intel ไม่สำเร็จ ก็มี CPU ของอีกหลาย ๆ เจ้าที่ซื้อลิขสิทธิ์สถาปัตยกรรมของ ARM มาใช้ ข้อดีของ ARM คือกินไฟต่ำ แม้ ARM จะประสิทธิ์ภาพต่ำกว่า CPU ตะกูล x86 ของ Intel มาก แต่การประหยัดไฟที่มากกว่าทำให้ CPU สถาปัตยกรรม ARM เหมาะสำหรับอุปกรณ์พกพามากกว่า

การปรับตัวของ Intel หลังเลิกส่ง CPU ของตัวเองลงสนามคือการผลิต CPU สถาปัตยกรรม ARM ซะเลย แม้ Intel จะไม่ได้ทำเป็นแบรนด์ของตัวเอง แต่ก็รับผลิต CPU ตะกูล ARM ให้กับคนที่ต้องการด้วย ผลของการรับผลิต CPU สถาปัตยกรรม ARM อาจจะไม่ทำให้ Intel กลับมามีชื่อเหมือนก่อน แต่อย่างน้อย ๆ ก็การันตีได้ว่า Intel จะไม่หายไปจากตลาดแน่นอน

เทคโนโลยีตัวเองไม่เวิร์ค เอาของคนอื่นมาทำเลยละกัน

จะเห็นได้ว่าทั้ง Microsoft และ Intel ต่างก็มีการปรับตัวเมื่อเข้าสู่โลกของสมาทโฟน สิ่งที่ 2 ยักต์ใหญ่ในโลกของคอมพิวเตอร์ PC ทำคือการพยายามเป็นตัวซัพพอร์ตคนอื่น ๆ แทน ซึ่งจะทำให้ตัวเองอยู่รอดต่อไป ไม่สูญหายไปตามกาลเวลาเหมือนที่คนอื่นเคยเป็น

ผมในฐานะผู้ใช้ตัวเล็ก ๆ ก็คงจะได้เห็น 2 องค์กรนี้อยู่คู่กับโลกเทคโนโลยีไปอีกนานแสนนาน สวัสดีครับ