ประสบการณ์ช่วงรับน้อง ช่วงที่เครียดที่สุดในชีวิต

บล็อกนีี้ไม่ได้เขียนจากข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว โปรดไตร่ตรองขณะอ่าน

ตอนรับน้องมีความคิดจะเขียนบล็อกเล่ารายวัน พอเขียนได้ 5 วันแล้วก็มานั่งคิดว่าเพื่ออะไร ก็เลยลบออก แต่มาวันนี้พอรู้ว่าประสบการณ์แบบนั้นคนอื่นจะต้องมาเจออีกหรอ แล้วเรากำลังจะเป็นคนมอบประสบการณ์ที่เราไม่ OK นั้นให้คนอื่นหรอ บล็อกนี้ขอเล่าความรู้สึกส่วนตัวกับช่วงรับน้องสั้น ๆ ทั้งหมดที่นี่

วันแรกของการเข้ารับน้องไม่มีอะไร กิจกรรมสันทนาการทั่ว ๆ ไป คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าสันทนาการ การเล่นเกมส์ต่าง ๆ จะช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้น แต่ส่วนตัวผมเองที่ไม่ชอบสันทนาการแล้ว การเข้าร่วมกิจกรรมเป็นการสร้างความเครียดอย่างหนึ่ง จะทำยังไงให้ไม่แพ้ในเกมส์ ไม่อยากโดนลงโทษเลไม่อยากเด่นเลย ในหัววนอยู่แค่นี้ จะทำยังไงดี 

แล้วทุกคนก็ผ่านไปได้แบบเครียด ๆ ที่ไม่ได้เครียดเพราะการเรียน แต่เครียดเพราะการรับน้อง ในฐานะคนเข้าใหม่ที่ปกติก็หาเพื่อนได้ยากยิ่งเพราะไม่ค่อยมีเรื่องจะคุยเหมือนคนทั่วไปเขาเท่าไร การออกจากการรับน้องถือว่าเป็นเรื่องสิ้นคิดอย่างหนึ่ง อย่างน้อย ๆ เราไม่คุยกับใคร ก็ยังพอมีคนจำเราได้บ้างจากการรับน้องแหละ พอคิดได้แบบนั้นก็ทนอยู่ไปเรื่อย ๆ

คำถามหนึ่งถูกส่วนเข้ามาในห้องแชท เรามีพี่ว้ากไหมค่ะ พี่ในกลุ่มรีบตอบ เราไม่มีพี่ว้าก เรามีแต่พี่ระเบียบแค่นั้นครับ ผมจำประโยคนี้ได้แม่น เพราะนี่คือคำโกหกแรกของเขา คำโกหกที่ไม่คิดว่าจะออกมาจากปากคนที่โตขนาดนี้ สภาพแวดล้อมเก่าไม่เคยมีคนโกหกมาก่อน มันทำให้การปรับตัวด่านแรกยากพอสมควร

ไม่กี่วันหลังจากนั้น กิจกรรมรับน้องไม่ได้มีแต่สันทนาการอีกต่อไป พี่ระเบียบที่ว่าเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จากเดิมเพียงมาดูแลความเรียบร้อยช่วงเช้า คือ ให้ทุกคนมาเรียนปรับพื้นฐานตรงเวลา บอกกล่าวให้แต่งตัวให้เรียบร้อย ส่วนภาพลักษณ์เดิมของพี่ระเบียบคือ หน้านิ่ง เสียงเรียบ แล้วใช้สิทธิ์ความเป็นรุ่นพี่อย่างเต็มที่เพื่อยกตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ๆ ทำให้รุ่นน้องจะเกรงใจเป็นพิเศษ

พอเข้าช่วงกิจกรรมของพี่ระเบียบ น้ำเสียงเรียบที่ไม่มีคำด่า แต่ใช้ถ้อยคำเชิงดุดันมาดำเนินกิจกรรม ทุกคนเชื่อฟัง ผมที่มีโรคประจำตัว ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมหนัก ๆ ได้ จึงปลีกตัวออกมา ในวันแรกจุดที่ให้ปลีกตัวออกมา คือข้าง ๆ เพื่อน ๆ ที่กำลังทำกิจกรรมอยู่  ความรู้สึกตอนนั้นคือ เหมือนเป็นตัวภาระ แล้วเพื่อนที่กำลังเหนื่อยละ กำลังจัดแถวละ แล้วเรายืน นั่ง อยู่เฉย ๆ พร้อมกับได้ยินน้ำเสียงที่ดุดัน คำสั่งที่ฟังชัด ความไม่ชินกับสภาพแวดล้อมขณะนั้นทำให้จิตตกอย่างมาก กิจกรรมผ่านไป รุ่นพี่เอาน้ำมาให้ แต่ความรู้สึกตอนนั้นคือมันไม่พร้อม ไม่พร้อมกินอะไรทั้งนั้น เพื่อนกำลังเหนื่อย กำลังหิว จะเอาน้ำมาให้คนที่อยู่เฉย ๆ ทำไม แต่ไม่รับไว้ก็ไม่ได้ ได้แต่รับไว้แล้ววางมันไว้เพราะความรู้สึกผิดไม่จางหาย และสุดท้ายก็หมดวัน วันที่หนักหนาก็ได้จบไปอีกวัน

แต่ละวัน ๆ ได้แต่คิดว่า เช้าอีกแล้วหรอ เดี๋ยวเย็นก็ต้องเข้ารับน้องอีกแล้วสินะ คิดแล้วเหนื่อยใจเหลือเกิน เมื่อไรจะจบเรื่องนี้ซักที แล้ววันที่หนักหนาเด่นขึ้นมาอีกวันก็มาถึง รุ่นพี่ให้รุ่นน้อง (และผม) เดินขึ้นมาชั้นบนสุดของคณะ จุดทำกิจกรรมเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือรุ่นพี่สั่งให้ทุกคนวิ่ง ! ผมที่ไม่ได้ทันตั้งตัวก็ต้องวิ่งตาม ผลที่ได้คือไปยืนหอบอยู่ แล้วรุนพี่ถึงถามว่าใครไม่ไหวให้ออกมา ผมถึงออกจากตรงนั้นได้ แล้วไปนั่งที่อยู่ไม่ไกลเหมือนเดิม เขาทำกิจกรรม เขาตะโกน เขาวิ่ง เรานั่งอยู่เฉย ๆ ฟังคำพูดเหล่านั้นแล้วจิตตกอย่างมาก คนที่นั่งข้าง ๆ ที่ไม่พร้อมด้วยร่างกายเหมือนกันได้แต่ก้มหน้าไม่มอง ไม่สนใจ ความรู้สึกคงเหมือนกับผมที่ไม่อยากรับรู้อะไรแล้วในตอนนั้น แล้ววันนั้นก็ผ่านไป

วันที่แตกหักมาถึง คนที่ไม่พร้อมถูกให้ออกไปพูดรายงานตัวข้างหน้า มีรุนพี่ถามว่าพูดได้ใช่ไหม ด้วยความที่ฟังรูปแบบของคนอื่นจึงคิดว่าพูดได้ พอถึงเราออกไปพูดจริง ๆ ตอนพูดรหัสประจำตัวด้วยความไม่สังเกตให้ดีของตัวเอง และความไม่เข้าใจ จึงท่องเลขประจำตัวในรูปแบบของตนเอง แต่รูปแบบที่ถูกต้อง คือ 3 3 3 4 (คือ พูดทีละ 3 ตัว แล้วสุดท้ายพุด 4 ตัว เพราะรหัสประจำตัวมี 13 หลัก) ผลคือ รุ่นพี่ให้ถ่อยคำรุนแรงให้พูดใหม่อีกครั้ง แต่เราก็ยังพูดเหมือนเดิมเพราะคิดว่าพูดเลขผิด คนข้างหน้ากระซิบ พูดทีละ 3 ผมก็พูดครั้งสุดท้าย 3 3 3 3 1 แล้วพี่ระเบียบก็ว่าคนที่นั่งอยู่ เพื่อน ๆ ที่นั่งอยู่ยับ ความรู้สึกตอนนั้นคือรู้สึกผิดมาก ๆ แล้วช่วงของระเบียบก็ผ่านไป ด้วยความเครียดขั้นสุดจนเกินกว่าจะเก็บไว้ไหวแล้ว ผมบอกเพื่อว่าไม่ไหวแล้ว แล้วขอออกไป ความรู้สึกตอนนั้นคือไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะอธิบายยังไง แม็กเป็นอะไร มีะไรบอกได้ คือมันไม่รู้จะพูดอะไร คือต้องบอกอะไรหรอ แต่ที่รู้คือมันเก็บไว้ไม่ไหวแล้ว ตั้งแต่นั้นก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่เข้ารับน้องแล้ว !

ใช่ว่าเรื่องทุกอย่างจะจบ แม้จะไม่เข้ารับน้องแล้ว แต่ยังเป็นห่วงเพื่อน ๆ ว่าเป็นยังไง วันไหนที่เขาบอกว่าเป็นวันสำคัญ ก็ยังเข้าปกติ มีช่วงหนึ่งที่กิจกรรมมันจะไปไม่ได้เพราะคนในห้องก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ! จึงมีการจัดเปิดใจพี่ระเบียบขึ้นมา สิ่งที่พี่ระเบียบพูดคือ ทุกอย่างพี่แผนจะเป็นคนรู้ว่าจะทำอะไร จะเป็นคนกำหนดว่าจะพูดอะไร พี่ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมา พอฟังจบเท่านั้น ความไม่พอใจพี่ระเบียบได้ลดน้อยลงอย่างมาก แต่ไปตกที่พี่แผนแทน ทำไมพี่แผนทำแบบนี้ ทำไมวางคำพูดแบบนี้ ทำไมสร้างประเด็นแบบนี้นะ

สุดท้ายแล้วเข้ารับน้องได้อะไร ได้ความเครียดเพิ่มมากขึ้น แล้วประโยชน์ละ ? ไม่มี กิจกรรมพาไปชมตึก พาไปไหว้รูปปั้น เหมือนจะมีประโยชน์ แต่มันไม่มี เพราะจำไม่ได้ ! ในช่วงเวลาเร่งรีบที่จะจดลงสมุด ที่จะจำให้ได้ ผลที่ได้คือมันจำไม่ได้ แล้วเป็นเฉพาะผมไหม ? ไม่ใช่ ! คนอื่นก็เหมือนกัน คือจำไม่ได้ (แต่ปัจจุบันจำได้ละ เพราะอยู่มานาน เดินผ่านทุกวัน มันก็จำได้เอง)

การรับน้องแบบนี้ ขออย่าให้ไปเกิดกับใครอีกเลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *